รู้จักโรคไทรอยด์ กับความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ที่ไม่ควรมองข้าม !

ต่อมไทรอยด์ (Thyroid) เป็นต่อมไร้ท่อที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย อยู่บริเวณด้านหน้าลำคอ ด้านล่างลูกกระเดือก รูปร่างคล้ายผีเสื้อ มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ โดยอาศัยไอโอดีนจากอาหารที่กินเข้าไปเป็นวัตถุดิบ ฮอร์โมนไทรอยด์ทำหน้าที่ในการควบคุมการเผาผลาญให้เกิดพลังงานเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์นั้นจะถูกควบคุมด้วยต่อมใต้สมองอีกทอดหนึ่ง

ต่อมไทรอยด์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ซับซ้อนของต่อมที่เรียกว่า ระบบต่อมไร้ท่อ โดยระบบต่อมไร้ท่อมีหน้าที่ในการประสานงานหลายอย่างของร่างกาย ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญของร่างกาย ความผิดปกติต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นได้ เมื่อไทรอยด์มีฮอร์โมนมากเกินไป (hyperthyroidism) หรือไม่เพียงพอ (hypothyroidism)

ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

สำหรับความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

ฮอร์โมนไทรอยด์เกิน (Hyperthyroidism)

คือ ภาวะที่ฮอร์โมนไทรอยด์หลั่งออกมามากเกินความจำเป็น ทำให้มีอาการหัวใจเต้นแรง ใจสั่น นอนไม่หลับ และน้ำหนักลด อารมณ์แปรปรวนบ่อย จนอาจนำไปสู่การทำให้เกิดหัวใจล้มเหลวแบบเลือดคั่ง (congestive heart failure) โรคกระดูกพรุน และเกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคคอพอกตาโปน (โรคเกรฟ หรือ Graves’ disease) อีกด้วย

ฮอร์โมนไทรอยด์ขาด หรือไม่เพียงพอ (Hypothyroidism)

คือ ภาวะที่ฮอร์โมนไทรอยด์หลั่งออกมาน้อยกว่าความต้องการของร่างกาย หรือไม่มีต่อมไทรอยด์ ส่งผลให้ให้ชีพจรจะเต้นช้า ขี้หนาว ความจำเสื่อม บวม ท้องผูก หากเป็นมากๆ และนานๆ จะทำให้สมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน ถ้าเป็นในเด็กจะทำให้ตัวเล็กแคระแกรน และมีอาการทางสมอง

ต่อมไทรอยด์อักเสบ (Hashimoto)

อาการนี้สามารถแบ่งออกได้หลายชนิด ซึ่งมีสาเหตุและอาการที่แตกต่างกัน แต่ที่พบได้บ่อย คือ ต่อมไทรอยด์อักเสบจากเชื้อไวรัส ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสได้หลายชนิด รวมทั้งเชื้อไวรัสคางทูม มักพบในคนอายุ 20-40 ปี และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ต่อมไทรอยด์อักเสบเรื้อรังจากออโตอิมมูน (Autoimmune thyroiditis หรือ Hashimoto’s thyroiditis) เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อตัวเอง ทำให้ไทรอยด์ต้องทำงานมากเกินปกติ โดยภาวะนี้พบมากในผู้หญิงทุกวัย และอาจพบว่าผู้ป่วยมีประวัติว่าพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย ตลอดจนต่อมไทรอยด์อักเสบชนิดไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งพบได้น้อยมาก อีกทั้งยังมักพบในผู้หญิงวัยกลางคนมากกว่าผู้ชาย

มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid carcinoma)

ส่วนใหญ่พบในเพศชายวัยมากกว่า 40 ปี โดยแบ่งเป็นมะเร็งไทรอยด์ชนิดที่ไม่รุนแรง มักพบในคนอายุน้อย รักษาหายได้เกือบทุกราย และมะเร็งไทรอยด์ชนิดที่รุนแรง มักพบในคนวัยสูงวัยเป็นเพียงไม่กี่เดือนจะเสียชีวิต ความรุนแรงของโรคนอกจะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งแล้วยังขึ้นกับอายุของผู้ป่วย ถ้ามีอายุ 45 ปีขึ้นไป ความรุนแรงของโรคจะมากกว่าในผู้ป่วยอายุน้อย นอกจากนี้ในเพศชายจะมีความรุนแรงของโรคมากกว่าเพศหญิงด้วย

อาการของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ

อาการของต่อมไทรอยด์ผิดปกติจะมีความแตกต่างกันแล้วแต่กรณี แต่หลัก ๆ แล้วเราสามารถสังเกตอาการต่อมไทรอยด์ผิดปกติได้ดังนี้

1.อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น เนื่องจากหัวใจถูกกระตุ้นให้ทำงานหนัก

2.ผมร่วงเยอะมาก

3.นอนไม่หลับ เนื่องจากฮอร์โมนหลั่งมากเกินไป ส่งผลไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและรบกวนการพักผ่อนของเราได้

4.รู้สึกง่วงตลอดเวลา ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนมากผิดปกติเท่านั้น แต่ยังมีภาวะขาดฮอร์โมนในร่างกาย ที่ร่างกายอาจแสดงอาการของโรคออกมาในคราบของความอ่อนเพลีย ง่วงนอนบ่อย ๆ จนผิดปกติได้

5.อ้วนขึ้นหรือผอมลงอย่างผิดสังเกต เนื่องจากฮอร์โมนหลั่งออกมามากหรือน้อยเกินไป ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของระบบเผาผลาญภายในร่างกาย

6.หิวบ่อย หรือไม่หิว กินไม่ค่อยลง เนื่องจากการหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ

7.ขับถ่ายไม่เป็นปกติ โดยอาจจะท้องเสียง่าย เนื่องจากทางเดินอาหารถูกกระตุ้นให้ทำงานมากขึ้น หรืออาจจะท้องผูกบ่อยๆ

8.เหงื่อออกเยอะ เนื่องจากระบบเผาผลาญและการใช้พลังงานถูกกระตุ้น

9.รู้สึกหนาวตลอดเวลา ในทางกลับกัน ถ้าต่อมไทรอยด์ไม่หลั่งฮอร์โมนออกมาในปริมาณที่พอเพียงก็จะส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง ความร้อนในร่างกายก็จะลดน้อยลงไปด้วย จึงทำให้รู้สึกหนาว

10.ผิวแห้ง เนื่องจากต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนออกมาน้อย ระบบเผาผลาญทำงานได้ช้าลง ส่งผลให้ เหงื่อลดน้อยลง ผิวแห้งมากขึ้น และหากอาการหนักอาจมีอาการเล็บเปราะบางตามมาด้วย

11.เสียงเปลี่ยน เจ็บในคอ หรือมีอาการคอบวม

12.เป็นเหน็บชา หรือปวดกล้ามเนื้อโดยไม่ทราบสาเหตุ หากต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนออกมาได้น้อย บางคนอาจมีอาการทางระบบประสาทให้เห็น เช่น กล้ามเนื้ออ่อนล้า เป็นเหน็บชา ปวดเมื่อยเนื้อตัว

13.สายตาพร่ามัวชั่วขณะ

14.ใจสั่น

15.ประจำเดือนมาไม่ปกติ

16.รู้สึกซึมเศร้า

17.อารมณ์ทางเพศลดลง

18.กระวนกระวาย จิตใจไม่สงบ

19.ความคิดสับสนฟุ้งซ่าน ซึ่งหลายอาการอาจเป็นผลมาจากต่อมไทรอยด์ที่ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ

การวินิจฉัย

การตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือด เป็นวิธีเบื้องต้นในการตรวจวินิจฉัยว่ามีฮอร์โมนไทรอยด์เกินหรือไม่ จากนั้นจึงตรวจทำการตรวจอื่นๆ เพื่อหาสาเหตุต่อไป เช่น การทำไทรอยด์สแกน

การตรวจเลือด

การตรวจระดับฮอร์โมน TSH (Thyroid-stimulating hormone) หากร่างกายมีระดับไทรอยด์ฮอร์โมนสูงหรือมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป เมื่อตรวจระดับ TSH จะมีระดับต่ำ แต่ถ้าระดับไทรอยด์ฮอร์โมนมีระดับต่ำหรือมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป เมื่อตรวจระดับ TSH จะมีระดับสูง

Free (T4) T4 คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดหนึ่ง หากระดับ T4 สูงกว่าปกติอาจหมายถึงมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หากระดับ T4 ต่ำกว่าปกติ อาจหมายถึงมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป

Triiodothyronine (T3) T3 คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่ง หากระดับ T3 สูงกว่าปกติ อาจหมายถึงมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หากระดับ T3 ต่ำกว่าปกติ อาจหมายถึงมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป

TSH receptor antibody (TSI) เป็นการตรวจสารภูมิคุ้มกัน (antibody) ซึ่งพบในผู้ป่วยโรคเกรฟ

Antithyroid antibody (thyroperoxidase antibody) เป็นการตรวจสารภูมิคุ้มกันอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งพบในผู้ป่วยโรคเกรฟ และโรค Hashimoto’s disease

การตรวจอื่นๆ

นอกจากการตรวจด้วยกระบวนการและขั้นตอนดังกล่าวแล้ว ยังสามารถตรวจด้านอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีก ดังนี้

1.การสแกนต่อมไทรอยด์ (Nuclear thyroid scan) โดยให้ผู้ป่วยกลืนกัมมันตรังสีหรือสารอื่นๆ เล็กน้อย แล้วจะทำการถ่ายภาพต่อมไทรอยด์ หากพบสารรังสีจับอยู่กับต่อมไทรอยด์มากหมายถึงมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป และหากพบการจับของสารรังสีน้อยหมายถึงมีภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไป

2.อัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์ การอัลตราซาวด์ต่อมไทรอยด์จะช่วยประเมินขนาดและจำนวนเพื่อแยกชนิดของก้อนที่พบที่ต่อมไทรอยด์ การตรวจนี้สามารถตรวจพบการโตของต่อมพาราไทรอยด์ (parathyroid glands) หรือการโตของต่อมน้ำเหลืองใกล้ๆ ต่อมไทรอยด์ได้ด้วย

3.การเจาะดูดเนื้อเยื่อต่อมไทรอยด์ โดยใช้เข็มขนาดเล็ก (Fine-needle aspiration) ในการตรวจ โดยกระบวนการนี้แพทย์จะทำการเจาะเข็มขนาดเล็กเข้าไปที่ต่อมไทรอยด์เพื่อดูดเนื้อเยื่อตัวอย่างของต่อมไทรอยด์ออกมา แล้วจะนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยนักพยาธิวิทยา เพื่อดูว่าเป็นเนื้อเยื่อมะเร็งหรือไม่

4.การตรวจ CT scan (Computerized axial tomography scan) เพื่อดูว่าขนาดของคอพอกใหญ่ขึ้นจนไปถึงบริเวณหน้าอกส่วนบนหรือไม่ หรือเพื่อดูว่าหลอดลมตีบแคบจากการโดนเบียดจากคอพอกมากแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การตรวจนี้ไม่ได้ทำเป็นประจำในการตรวจก้อนของต่อมไทรอยด์หรือคอพอก

วิธีรักษาโรคไทรอยด์

การรักษาไทรอยด์ผิดปกติ หลักๆ มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่

1.การรับประทานยา

2.การรักษาด้วยน้ำแร่ไอโอดีน สำหรับผู้ป่วยภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน แพทย์อาจให้ผู้ป่วยรับประทานสารไอโอดีนชนิดปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมา เพื่อไปทำลายต่อมไทรอยด์

3.การผ่าตัดนำต่อมไทรอยด์ออก

วิธีป้องกันโรคไทรอยด์

ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีใดที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไปหรือน้อยเกินไปได้ และยังไม่มีวิธีในการป้องกันคอพอกหรือก้อนที่ต่อมไทรอยด์ มีเพียงการเพิ่มการบริโภคไอโอดีนในพื้นที่ที่ตรวจพบว่ามีโรคคอพอกเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดไอโอดีน

การรักษาความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ เป็นการทำให้ระดับฮอร์โมนอยู่ในสภาพปกติ ซึ่งต้องอาศัยการรักษาจากแพทย์อย่างใกล้ชิด การตรวจสอบอย่างรอบคอบของแพทย์จะช่วยปรับปริมาณฮอร์โมนให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้

 

 

ที่มา

https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/8541-thyroid-disease

https://www.healthline.com/health/common-thyroid-disorders

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *