โรคเบาหวาน สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สภาพปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมด้านสุขภาพ หลายคนมีพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม เช่น การบริโภคอาหารที่มีแต่น้ำตาล แป้ง และไขมันในปริมาณที่สูง บางคนไม่มีเวลาออกกำลังกาย บางคนมีภาวะเครียด จึงส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน

คนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานนั้นจะมีโอกาสมีโรคแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายในระดับรุนแรง ถ้าหากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลให้หลอดเลือด เส้นประสาท เกิดความผิดปกติทั้งยังส่งผลให้ ไตพิการ จอตาพิการ หรือหมดความรู้สึกทางเพศได้เลยเทีเดียว

ทำความรู้จักโรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) เป็นโรคที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย อาการที่แสดงออก เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดจะสูง เนื่องจากความผิดปกติของการหลั่งอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ของอินซูลิน หากจะพูดกันเพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ สามารถอธิบายได้คือ เมื่อเราทานอาหารเข้าไป อาหารส่วนใหญ่จะถูกย่อยสลายเป็นน้ำตาลที่เรียกว่ากลูโคส กลูโคสให้พลังงานกับร่างกายสำหรับกิจกรรมประจำวันตามที่ร่างกายต้องการ เส้นเลือดและเลือดเป็นช่องทางที่ขนส่งน้ำตาลกลูโคสจากที่ใดก็ตามหรือผลิตจากตับไปยังเซลล์ที่ใช้ เช่น กล้ามเนื้อ

แต่เนื่องจากกลูโคสไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ด้วยตัวเองได้ ตับอ่อนจะทำการผลิตอินซูลินเข้าไปในกระแสเลือดซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือ ที่ช่วยให้จะช่วยให้กลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน และเมื่อกลูโคสออกจากกระแสเลือดและเข้าสู่เซลล์ ระดับกลูโคสในเลือดจะลดลง หากไม่มีอินซูลิน กลูโคสจะไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ของร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น น้ำตาลในเลือดมากเกินไปเรียกว่า “hyperglycemia” หรือโรคเบาหวานนั่นเอง

โรคเบาหวาน แบ่งออกได้กี่ชนิด

โดยทั่วไปสามารถจำแนกโรคเบาหวานได้เป็น 2 ชนิด ดังนี้

1.โรคเบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน

ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดนี้ ต้องได้รับการฉีดอินซูลินไปตลอดชีวิต หากขาดอินซูลิน ผู้ป่วยจะซึมเศร้า ปัสสาวะบ่อย หิวน้ำบ่อย อ่อนเพลีย หอบ ตัวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน และอาจหมดสติ เนื่องจากปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงจนถึงระดับที่เกิดอันตราย โรคเบาหวานชนิดนี้ มักพบในเด็กหรือวัยรุ่น

2.โรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน

มักเกิดกับคนที่เป็นโรคอ้วน และเป็นโรคเบาหวานชนิดที่พบได้มากถึงร้อยละ 90-95 โดยสามารถรักษาด้วยการควบคุมการกินอาหาร ลดแป้ง ลดน้ำตาล หรือกินยาเพื่อช่วยลดน้ำตาล มักพบในผู้ใหญ่อายุ 45 ปีขึ้นไป

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

นอกจากชนิดที่กล่าวไปเบื้องต้นแล้ว ยังมีการแบ่งชนิดของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งจัดเป็นโรคเบาหวานอีกชนิดหนึ่งได้ด้วยเช่นกัน โดยโรคเบาหวานชนิดนี้มีผลต่อหญิงในระหว่างตั้งครรภ์ ผู้หญิงบางคนมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากและร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอที่จะขนส่งน้ำตาลกลูโคสทั้งหมดเข้าไปในเซลล์ ทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผู้ป่วยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ สามารถควบคุมโรคเบาหวานด้วยการออกกำลังกายและรับประทานอาหารได้ พร้อมกันนี้ ผู้ป่วยจำนวน 10-20% อาจต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือไม่มีการควบคุมสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอดบุตรได้ ทารกอาจมีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็น

สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน

จะเห็นว่าการขาดฮอร์โมนอินซูลินเป็นสาเหตุหลักของโรคเบาหวาน ซึ่งอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ เนื่องจากเบต้าเซลล์ในตับอ่อนทำงานผิดปกติหรือจากสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เบต้าเซลล์ทำงานหนักและเสื่อมสภาพ จึงส่งผลให้เกิดโรคเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวาน

อาการโดยทั่วไปของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ได้แก่ มีอาการกระหายและหิวมากขึ้น แม้ภายหลังจากรับประทานอาหารแล้ว แต่ก็ยังคงรู้สึกหิวง่ายได้ตลอดเวลา ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย มองเห็นภาพซ้อน มีอาการชาหรือรู้สึกเสียวซ่านในมือและเท้า เมื่อเกิดแผลจะหายช้า ผิวแห้งและมักมีอาการคัน โดยมักจะเกิดในบริเวณช่องคลอดหรือขาหนีบ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน

หากโรคเบาหวานไม่ได้รับการควบคุมอย่างใกล้ชิด อาจทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ได้แก่

1.ภาวะแทรกซ้อนทางตา อาจต้อหินต้อกระจก

2.อาการแทรกซ้อนจากการเกิดฝีที่เท้า แผลพุพอง และบางครั้งก็เป็นแผลเรื้อรังซึ่งอาจทำให้เท้าต้องถูกตัดออก

3.ภาวะแทรกซ้อนทางผิวหนัง ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อผิวหนังและความผิดปกติของผิวหนัง

4.ปัญหาหัวใจ เช่นโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อปริมาณเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง

5.ความดันโลหิตสูง พบได้บ่อยในคนที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไต ปัญหาเกี่ยวกับดวงตา อาการหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดสมอง

6.สุขภาพจิต โรคเบาหวานที่ไม่มีการควบคุมอย่างใกล้ชิด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าความวิตกกังวล และความผิดปกติทางจิตบางประการ

7.การสูญเสียการได้ยิน ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงสูงในการเกิดปัญหาการได้ยิน

8.โรคเหงือก ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคเหงือกได้มากขึ้น

9.กล้ามเนื้อของกระเพาะอาหารหยุดทำงาน หรือทำงานผิดปกติ

10.เลือดมีภาวะเป็นกรดสูง

11.เกิดโรคต่อระบบประสาท

12.โรคไต เนื่องจากความดันโลหิตที่ไม่สามารถควบคุมได้จะนำไปสู่การเกิดโรคไต

13.อาการปวดที่ขา การรู้สึกเสียวซ่านและส่งผลต่อการเดิน

14.โรคหลอดเลือดสมอง ถ้าความดันโลหิต ระดับคอเลสเตอรอล และระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้รับการควบคุม จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

15.หย่อนสมรรถภาพทางเพศ

16.การติดเชื้อ คนที่เป็นโรคเบาหวานจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

17.การรักษาบาดแผล แผลจะใช้เวลาในการรักษานานขึ้น

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยว่ามีอาการของโรคเบาหวานหรือไม่ เป็นการวินิจฉัยโดยทดสอบน้ำตาลในเลือดหรือการทดสอบเลือด A1c หรือที่เรียกว่าการทดสอบฮีโมโกลบิน โดยดูจากค่าต่าง ๆ เพื่อวินิจฉัย ดังนี้

1.หากมีค่าระดับน้ำตาลในพลาสมามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่ามีอาการของโรคเบาหวาน

2.หากอดอาหารและเครื่องดื่มที่ให้พลังงานเป็นเวลาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แล้วยังมีระดับน้ำตาลในพลาสมามากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่ามีอาการของโรคเบาหวาน

นอกจากนี้อาจใช้การตรวจความทนของกลูโคส เพื่อดูค่าระดับน้ำตาลในชั่วโมงที่ 2 ซึ่งการตรวจประเภทนี้ มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่ามีอาการของโรคเบาหวาน

วิธีรักษาโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถรักษาโดยประคับประคองสุขภาพผู้ป่วยเพื่อบรรเทาอาการของโรคให้ดีขึ้นได้ ซึ่งก็จะช่วยยืดอายุผู้ป่วยให้ยืนยาว มีสุขภาพที่แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ตามปกติ

สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เมื่อเป็นแล้วต้องรักษาตามอาการ ส่วนชนิดที่ 2 สามารถควบคุมและรักษาให้มีอาการดีขึ้นได้โดยออกกำลังกาย ควบคุมอาหารและควบคุมน้ำหนักตัว และมีคำแนะนำจากผู้เชียวชาญ ดังนี้

1.ผู้ป่วยที่เป็นประเภทที่ 1 ต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเป็นประจำ รวมถึงการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายเป็นพิเศษ

2.ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 มักได้รับการรักษาด้วยยาและการออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร แต่ต้องฉีดอินซูลินบางครั้ง

วิธีป้องกันโรคเบาหวาน

การป้องกันโรคเบาหวาน ต้องเริ่มจากตัวบุคคลที่ต้องมีพฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง โดยควรเลือกกินแต่อาหารที่มีประโยชน์ ปรับสภาพความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมให้เกิดความสมดุล รวมถึงการมีความรู้ความเข้าใจในหลักโภชนาการที่ถูกต้อง เช่น การบริโภคโปรตีน ควรได้รับ 15-20% ของพลังงานที่ได้รับทั้งหมด หรือการบริโภคคาร์โบไฮเดรต ควรมาจากแป้งข้าว และพืชมากกว่าน้ำตาลทราย และควรได้รับ 55-60% นอกจากนี้ ต้องรู้จักการออกกำลังกายเพื่อช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพ ช่วยลดไขมัน คอเลสเตอรอล จะช่วยลดอัตราการเกิดโรคเบาหวาน และช่วยรักษาอาการโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลินให้ดีขึ้น

ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องรู้จักดูแลตนเองอย่างถูกวิธี เพราะแม้โรคนี้อาจไม่ร้าย แต่ก็เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้จากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ดังนั้น จึงควรใส่ใจควบคุมอาหาร ใช้ยาตามแพทย์สั่ง หมั่นออกกำลังกายและนอนพักผ่อนให้เพียงพอ และแม้ในปัจจุบันจะยังไม่พบการรักษาโรคเบาหวาน มีเพียงการรักษาตามอาการ แต่หากผู้ป่วยดูแลตนเองดีๆ เพื่อให้สามารถควบคุมอาการของโรคได้ โรคเบาหวานก็จะไม่ใช่โรคร้ายแรงที่น่ากลัว ซึ่งผู้ป่วยก็จะกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่ดีได้ต่อไปแน่นอน

 

 

 

ที่มา

https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/7104-diabetes-mellitus-an-overview https://www.medicalnewstoday.com/info/diabetes

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *