ระวัง! โรคพิษสุนัขบ้า อันตรายจากสัตว์ที่อาจทำลายชีวิตได้ไม่รู้ตัว

ในแต่ละปี องค์การอนามัยโลก (WHO.ได้ระบุว่าผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามีมากถึง 59,000 คนทั่วโลก โดยร้อยละ 99 จะถูกกัดโดยสุนัขบ้า สำหรับอาการของโรคพิษสุนัขบ้านั้นก็ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และในศตวรรษที่ 19 ก็ได้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ทั้งสัตว์และมนุษย์มีอัตราการเกิดโรคลดน้อยลง

โรคพิษสุนัขบ้า คืออะไร

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies.คือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system.สกุล Lyssavirus ซึ่งในตระกูลนี้มีไวรัสมากกว่า 80 สายพันธุ์ แต่ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคพิษสุนัขบ้ามีอยู่เพียง 10 ชนิดเท่านั้น โดยเชื้อไวรัส 10 ชนิดนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำให้เกิดโรคในมนุษย์เท่าไรนัก

ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก โดยมีลักษณะเป็นรูปกระสุน มีแกนนิวคลีโอพลาสด์แกนเดียว ไวรัสถูกส่งผ่านในน้ำลายหรือในสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยปกติจะผ่านการกัดและการขีดข่วนจากสุนัขบ้าน แมว กระต่าย และสัตว์ป่า เช่น แรคคูนและค้างคาว ในธรรมชาติตัวไวรัสเองจะมีสภาพไม่แข็งแรง มีความต้านทานต่ำ และถูกทำลายอย่างรวดเร็วโดยการอบให้แห้งด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ ผงซักฟอกและอีเทอร์

สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า

สำหรับสาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้านั้นเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีความผิดปกติ ซึ่งคอยหลบหลีกการทำลายจากระบบภูมิคุ้มกัน โดยปกติแล้ว หากระบบภูมิคุ้มกันพบเชื้อไวรัสที่ผิดปกตินี้ จะทำลายด้วยการจับตัวเป็นก้อน หากผู้ป่วยได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าเข้าไป เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลาย และมีการเพาะเชื้อเป็นระยะเวลานานซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของเชื้อและการทำลายระบบประสาทส่วนกลางร่วมด้วย โดยเชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นจนกระทั่งปล่อยนิวคลีโอแคพซิดเข้าไปในรอยต่อระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อ และทำการควบคุมหรือสั่งการเส้นประสาทได้

เมื่อถึงขั้นนี้ การบำบัดด้วยการป้องกันโรคจะไร้ประโยชน์ และโรคพิษสุนัขบ้าจะส่งผลถึงขั้นร้ายแรงโดยมีอัตราการเสียชีวิต 100% ได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้ายังสามารถเดินทางในระบบประสาทในอัตรา 12-24 มิลลิเมตรต่อวันเพื่อเข้าสู่กระดูกสันหลัง การแสดงออกในขั้นนี้ ผู้ป่วยจะเป็นโรคไข้สมองอักเสบที่มีอาการอย่างรุนแรงและรวดเร็ว หลังจากนั้นไวรัสจะแพร่กระจายไปยังบริเวณต่อมน้ำลายต่อไป

อาการของโรคพิษสุนัขบ้า

อาการโดยทั่วไปของโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ดังนี้

1.ระยะฟักตัว

ผู้ที่ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ายังคงไม่มีอาการในช่วงเวลานี้ เนื่องจากระยะเวลาของการบ่มเพาะเชื้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20-90 วัน และไม่ค่อยพบว่ามีการเพาะเชื้อนานถึง 7-19 ปี อีกทั้งมากกว่า 90% ของกรณีที่มีการบ่มเพาะเชื้อน้อยกว่า 1 ปี ผู้ป่วยอาจไม่สามารถรับรู้ได้ว่าตนเองป่วยด้วยโรคดังกล่าว เนื่องจากใช้ระยะเวลาฟักตัวเวลานาน

หากผู้ป่วยถูกกัดที่ศีรษะหรือลำคอ หรือมีการถ่ายเทเชื้อโรคที่มีความรุนแรงผ่านบาดแผลหลาย ๆ แผลลึกหรือบาดแผลที่มีขนาดใหญ่ จะมีระยะฟักตัวน้อยกว่า 50 วัน แต่ถ้าคนที่มีเพียงรอยขีดข่วนตามร่างกาย เช่น มือ อาจใช้เวลานานในการพัฒนาอาการพิษสุนัขบ้ามากกว่าคนที่ได้รับการกัดที่ศีรษะ ในช่วงเวลานี้ ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าจะหลบหลีกจากระบบภูมิคุ้มกันและไม่มีการตอบสนองของแอนติบอดี้

2.ระยะแสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า

ระยะนี้เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง โดยใช้ระยะเวลาฟักตัวของช่วงนี้คือ 2-10 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการ แต่อาการไม่รุนแรงขึ้น เช่น ปวดมือ ปวดขา หรือมีอาการคัน ซึ่งแต่ละคนอาจแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่อาการต่อไปนี้อาจเป็นอาการโดยรวมที่แสดงว่าผู้ป่วยที่ได้รับเชื้ออยู่ในระยะแสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า ได้แก่ วิงเวียนศีรษะ อาการเบื่ออาหาร อาการปวดหัว มีไข้ รู้สึกหนาว คออักเสบ อารมณ์แปรปรวน อาเจียน โรคท้องร่วง มีความกังวล กระวนกระวาย อาจเป็นโรคนอนไม่หลับ และเป็นโรคเครียดหรือซึมเศร้า

3.ระยะเฉียบพลัน

ระยะนี้จะเกี่ยวข้องกับอาการจากเชื้อโรคที่เข้าไปสู่ระบบส่วนกลางของระบบประสาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยใช้ระยะเวลา 2-7 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก ในเพศชายจะพบภาวะองคชาตแข็งค้าง หรืออาการชัก ผู้ป่วยอาจตายได้ทันทีหรืออาจมีอาการอัมพาต ซึ่งอาจมีเฉพาะในบริเวณที่มีอาการกัด รูปแบบของโรคพิษสุนัขบ้าที่รู้จักกันว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าอาจพัฒนาในช่วงเวลานี้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการหงุดหงิด กระวนกระวายใจ เกิดการทุบตี มีความสับสน หรืออาการประสาทหลอน สลับกันไปมาระหว่างอาการบ้าคลั่งและอาการสงบเป็นเวลาหลายชั่วโมง อีกทั้งยังอาจมีการชักเกิดขึ้น แต่อาการเหล่านี้อาจหยุดชะงักเมื่อเกิดอัมพาต

4.ระยะโคม่าและการเสียชีวิต

อาการนี้เริ่มขึ้นภายในระยะเวลา 10 วันนับจากเริ่มแสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ระยะเวลาจะแตกต่างกันไปในแต่ละคน หากขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด ก็จะเกิดการเสียชีวิตหลังอาการโคม่าได้อย่างรวดเร็ว

วิธีรักษาโรคพิษสุนัขบ้า

หากมีคนถูกกัดหรือรอยขีดข่วนโดยสัตว์ที่อาจเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ต้องล้างบาดแผลและรอยขีดข่วนโดยทันที เป็นเวลา 15 นาทีด้วยน้ำสบู่ ไอโอดีน หรือน้ำยาล้างแผล ซึ่งจะช่วยลดจำนวนของอนุภาคไวรัสลงได้ จากนั้นต้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทันที และผู้ที่ถูกกัดต้องไปรับชุดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยจะถูกฉีดเข้าไปที่แขน ใช้ระยะเวลา 2-4 สัปดาห์ เพื่อช่วยให้ร่างกายต่อสู้กับไวรัสได้เต็มที่เมื่อพบเชื้อไวรัสเข้ามาในร่างกาย หากไม่ได้รับวัคซีน พบว่า คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าได้ และส่วนใหญ่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต เมื่อมีอาการของโรคแสดงออกมาแล้ว ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในขั้นตอนนี้

วิธีป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ โดยมีข้อควรปฏิบัติง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ติดโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

1.รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนเดินทางไปประเทศกำลังพัฒนา หรือทำงานอย่างใกล้ชิดกับสัตว์หรือทำงานในห้องปฏิบัติการเพื่อจัดการกับเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า

2.ฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยงของตนเอง

3.หากเกิดการระบาด ต้องเก็บสัตว์เลี้ยงจากการสัญจรภายนอกบ้านหรือสถานที่เลี้ยง

4.รายงานสัตว์จรจัดเพื่อควบคุมสัตว์

5.หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่า

6.ป้องกันไม่ให้ค้างคาวเข้าสู่พื้นที่ที่อาศัยหรือโครงสร้างอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้บ้าน

7.ควรรายงานทุก ๆ อาการของสัตว์ที่ติดเชื้อไปยังฝ่ายควบคุมสัตว์หรือหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อการตรวจสอบ

โรคพิษสุนัขบ้า มีอันตรายถึงชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ดังนั้น อย่าเข้าใกล้สัตว์ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้ และต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เพราะเมื่อถูกกัดหรือข่วน จากสุนัข แมว ที่ไม่รู้จักหรือสงสัยว่ามีไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า ก็จะช่วยรักษาชีวิตให้ปลอดภัยและช่วยลดอัตราการตายลงได้นั่นเอง

 

ที่มา

https://www.healthline.com/health/rabies

https://emedicine.medscape.com/article/220967-overview https://www.medicalnewstoday.com/articles/181980.php

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *